Cloudy With ธัชพล เลิศวิโรจน์กุล
News | Visual Work
Written by Pong+ on Thursday, 04 February 2010 00:31   

 

Image from Cloudy With a Chance Of Meetballs

จากกระแสของหนัง Avatar นับเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของวงการภาพยนต์  ทำให้เราตื่นเต้นไปเทคโนโลยีที่การสร้างหนังสามมิติ ที่ทำให้คนดูยอมจ่ายค่าตั๋วเพิ่ิมอีกเป็นร้อย  และรับรองได้ว่าต่อจากนี้ไปจะมีหนังสามมิติ ออกมาโกยตังอีกเพียบ  ที่ตามมาติดๆก็หนังการ์ตูนอนิเมชั่น  เรื่องล่าสุดของ Sony Picture ที่ชื่อโคตรยาวอย่าง  Cloudy With a Chance Of Meetballs     มีใครรู้รึป่าวว่า  มีคนไทยเข้าไปเป็นหนึ่งในทีมงานผู้สร้างหนังเรื่องนี้ด้วยนะเธอว์

Cloudy With ธัชพล เลิศวิโรจน์กุล หรือ พี่ช้าง พี่ใหญ่ที่เป็นรุ่นบุกเบิกของ DOF  หลังจากที่หายไปเรียนต่อด้าน aniamtion ที่เมกาสามปี พี่เค้ากลับมาพร้อมกับรางวัลออสการ์ และประสบการณ์ดีๆจากการทำงานให้กับสตูดิโอชื่อดัง อย่าง Sony picture

พี่ช้างมาทำสายงานนี้ได้ยังไง
ก็หลังจากเรียนจบถาปัด  ก็มาเปิดโรงเรียนสอนคอมกะพี่เอก (DOF) แล้วก็ไปทำเต็กอยู่ที่ A49ได้สามปี  ก็ตัดสินใจไปเรียนต่อด้าน Animation
นี่ถือว่าเปลี่ยนสายงานไปเลยนะพี่
ก็ยังสนุกกับงานออกแบบนะ  เป็นอาชีพที่สนุกนะ แต่ก็มีส่วนไม่สนุกเยอะ   พี่ว่าการทำอนิเมชั่นมันมีส่วนที่สนุกอยู่เยอะ จบง่าย เร็ว เป็นตัวเองมากกว่างานถาปัด ที่มีปัจจัยภายนอกเยอะ  ทำอนิเมชั่นเป็นตัวเองมากกว่า
พี่เลือกเรียนต่อสายanimation ที่ไหน
school of visual art ตอนแรกก็ตัดสินใจหลายที่เหมือนกัน  มีพี่ๆที่จบสาย CG บอกว่าหัดเองได้  ก็จริงหัดเองก็เก่งได้  แต่ไปนอกมันได้อะไรมากกว่าความรู้

กะไปใช้ชีวิตว่างั้น
ก็เลยเลือกไปนิวยอรค์ อยากไปใช้ชีวิต ได้เห็นไอ้สิ่งที่เราเคยเรียนมาสมัยถาปัด เช่น Guggenheim ,The Met, Moma ทุกอย่างมีอยู่ในนิวยอร์ค
ที่ School of visual artเค้าสอนอะไรบ้าง
จริงเป็นโรงเรียน สอนอาทเลย พวก fine art,สายphotograph เนี่ยดังมาก ,film,interior แต่ที่พี่เลือกไป ก็คือ major computer art อยู่ใน fine art 
ส่วนใหญ่ของคนเรียนสายนี้   เรียนที่ academe of art sanfransico พี่ๆเล่าให้ฟังว่า  สอนเทคนิคเยอะมาก คนสอนก็มากจากพวก Pixar,ILM ที่ซานฟรานมีสตูอยูมาก  แต่มันเหมือนกับได้อย่างเสียอย่าง  คือเทคนิคเต็มที่เลย แต่เรื่องอาทไม่เน้น   ตอนแรกก็กะไปเรียนด้านเทคนิค   แต่ว่าโรงเรียนนี้เค้าเน้นอาทมากกว่า  ครูที่โณงเรียนไม่ได้รู้เทคนิคลึกมากมาย  ยกเว้นพวกที่มาจาก  Bluesky กับพวก บ.โฆษณา

Simulacra : Student Academy Awards2008

แบบนี้เราก็ต้องหัดเอาเองดิพี่
หัดเองเยอะ ก็กลายเป็นว่า คนที่ถูกบังคับให้ขวนขวาย  อ.ประจำไปถามเทคนิคก็ตอบไม่ได้  ก็หาเอง ต้องมีงานส่ง   ทำให้แต่ละคนต้องมีแนวทางบางคนก็จะเก่งปั้นโมเดลไปเลย
หลักสูตรสองปี
สองปี แต่ส่วนใหญ่ ครึ่งนึงต้องดร๊อบ เพราะทีสิสไม่จบ
แล้วทีสิสเป็นไง
คล้ายที่เรียนจุฬานี่หละ  ก็มีพวกวิชาบังคับ บังคับเลือก  เลือกเสรี   แล้วแต่คนจะเลือก    พวกวิชาบังคับ ส่วนใหญ่ไม่เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับ 3D เป็นพวกอนิเมทพื้นฐาน สตอรี่บอร์ด  เป็นอนิเมชั่น 2D 3D ก็ได้ 
โจทย์คืออะไรพี่
คือทีสิส คล้ายๆงานถาปัดนะแหละ  ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสั้น บางคนก็ทำ ภาพนิ่ง 10 รูป แต่ก็ต้องเนี๊ยบ เล่าเรื่องราว สไลด์โชว์ แต่ อ ก็ไม่ค่อยอยากให้ทำแบบนั    ทั่วไปก็ทำ 3d animation จะรวมทีมทำก็ได้  กี่นาทีก็ได้ ก็แล้วแต่ศักยภาพ  ทำตั้งแต่ต้นจบจบ

ขั้นตอนการทำงาน วางแผนไว้ยังไง
เนื้อเรื่องก่อน ก็คือปีสองทั้งปีทีสิส  แต่ก็มีวิชาอื่นด้วย  ไม่เหมือนกับถาปัดที่ปีห้า วิชาอื่นๆก็ชิว  แต่ที่นี่ก็มีวิชอื่นๆ ถ้าใครไม่รีบเก็บแต่แรกๆ ก็หัวบานกันหน่อย   หลายคนก็เริ่มคิดตั้งแต่ปิดเทอมปีหนึ่ง  พี่เริ่มตอนปีสอง เวลาสั่งหมดประมาณ 8 เดือน  เปิดสิงหา จบ เมษา     เนื้อเรื่องประมาณสองอาทิตย์  พยายามไม่ให้เกินสองวีค เพราะมันจะกระทบส่วนอื่นๆไปหมด  พวกเพื่อนคนอื่นๆที่ไม่จบดีเลย์ ก็เพราะไม่บริหารเวลา   เราผ่านทีสิสมา ก็พอรู้ว่าที่เราคาดเอาไว้  มันจะเกินไปอีก  มีอะไรก็รีบๆทำไปเถอะ พยายามมีแปลนบี  อย่าชะล่าใจ   พวกเพื่อนๆที่จบถาปัดมา อย่างพี่หมี(พี่หมี DOF ไปเรียนพร้อมกันกับพี่ช้าง)   บริหารเวลาโอเค  เป็นข้อดีของการทำทีสิสถาปัดมากนะ ไม่งั้นพี่ก็ไม่จบในสองปีละ       พอผ่านสตอรี่บอร์ดนิ่ง ก็คาแรคเตอร์ดีไซน์  ก็ประมาณ 3/4 ของเทอมแรก  ก็เริ่มปั้นโมเดล ทยอยปั้น  คลี่UV ก่อน textureเพนท์ทีหลังได้  เพราะUVเอาไปทำอะไรได้เยอะ    พอปลายเทอมหนึ่ง ก็มีประเมิณผล    แต่อ.ก็ไม่มาบอกว่าให้ใครดร๊อบหรอก บอกแค่ว่าตอนนี้คุณเสี่ยงแล้วนะ  เค้าก็มี ข้อกำหนดขั้นต่า โมเดล เทกเจอร์แล้วก็ดี  ตัวนึงอนิเมทไว้บ้างก็ดี   ตอนนั้นพี่ก็มีโมเดลนก กระดูกตัวนก  ดมเดลหนุ ไม่มีกระดูก
ผ่านพรีเซนต์แรกไป ก็ปิดเทอม ตอนนั้นหลายๆคนก็จะ เริ่มว้าวุ่น  ว่าเอ้ยเรื่องเราดีป่าววะ จะกลับมาแก้เรื่อง ซึ่งกระทบหมด   ซึ่งตอนนั้นพี่ก็ไปหาอ ตลอด คนนึ่งที่เก่งเนื้อเรื่อง  ไปคุยว่าเรื่องเราจะเป็นแบบนี้ แล้วเราก็พัฒนาไปเรื่อยๆ   สามวีคปิดเทอมก็ไม่ไปไหนเลย ก็เดินไปหาอ. ตลอด   พอเปิดเทอม เหลืออีกสามเดอืน  ก็เริ่มหัวฟู ล๊กกันละ  พี่ก็เริ่มอัดละ  ยิ่งกว่าทำทีสิสถาปัด  ทำแบบไม่ได้หลับได้นอน  งานยเอะ นี่ขนาดงัดแผนบีมาละนะ ไม่งั้นไม่เสร็จ
แล้วแผนเอเนี่ยเป็นไงเนี่ย
แผนเอ คือเรื่องมันจะยาวกว่านี้ แต่พี่รู้ว่า ติคไว้เลยว่า ช๊อตไหนตัดได้  มีเวลาทำเพิ่มได้ เนื้อเรื่องไปเสีย  ก็ใช้แผนบีนี่หละ  ไม่เคยได้งัดเอ มาใช้อีกเลย    คืออีกอย่าง แบบว่าถ้าเราประมาณว่าช๊อตนี้เราจะกินเวลาแค่ หนึ่งวิ  ตอนเราทำจริงๆมันจะยาว  เพราะเราไม่รู้หรอก  รู้ว่าต้องขยับแบบนี้  มันอาจต้อง หนึ่งวิครึ่ง  ส่วนใหญ่จะยึด   สตอรี่ที่เราทำเอาไว้ สามนาที มันจะกลายเป็นห้านาที  พี่เลือกตัดช๊อตออกไปเลย ช๊อตไหนไม่สำคัญตัดออกไปเลย  qualityที่ทำทีสิสก็ไม่ได้เนียบอะไรมากก็พอรับได้
ก็ไม่ใช่ ver ที่ส่งประกวดอะดิ
ไม่ใช่ คือตอนส่งประกวดคิดว่า มีเวลาอีกเกือบทั้งปี ที่เราจะมีเวลาแก้ให้เนียบไปเลย  แต่พอเอาเข้าจริงก็ทำแค่สองวีคก่อนเดดไลน์  ก็มันขี้เกียด จบมาก็อยากเที่ยว

ตอนที่แก้ใหม่ ใช้เวลาแก้ส่วนใหญ่เยอะสุด
อืม ตอนนั้ไม่เอยะละ  ตอนนั้นทำงานมากเยอะ  คือตอนที่พี่จบก็ได้งาน ดิวงานสามสี่ดปรเจค  ที่ CYOP ซึ่งรู้เทคนิคเยอะมาก  รู้วิธีอีกยอะ  คือไอ้ที่เคยใช้เวลาสามวัน จริงสี่ชมก็ทำได้  แล้วมันลื่นไง  คือตอนที่เรามาแก้สองวีคท้ายเนี่ย เรารู้ละว่าอันไหนเราแก้ได้ อันไหนแก้ยากก็ตัด
ตอนนั้นส่งประกวดงานไรบ้างนะ เวทีไหนถือว่าต้องไป
คือตอนนั้นไม่ได้คิดว่างานเราจะได้รางวัลที่ไหน  คือส่งแหลกเลย  บางfestival ที่ไม่ดีมันจะเรียกค่าส่งประกวด  สมันเอาเงินไปจัดงาน  ถ้าเจ้าใหญ่ก็ฟรี    มีเวบที่ให้เราไปรีจิส แล้วมันจะเมล บอกว่า ตอนนี้มี fes ไหนบ้าง
สุดท้ายไปได้  รางวัล ออสการ์ ยังไง
ก็ยื่นส่งไปนานเกือบเดือนกว่าเค้าจะติดต่อกลับมา  ว่าผ่านเข้ารอบแรก มันมีการตัดสินสามรอบ รอบแรกเค้าเปิดฉายให้คนภายนอกเค้าไปดูได้  ก็เข้าไปดูด้วย  กรรมการก็นั่งกระจายๆกันไป  เราไปนั่งอยู่หลังกรรมการคนนึง  ก็พอเห็นคะแนนตัวเองละ  คิดว่าคนอื่นๆก็คงให้ไม่ต่างกันเท่าไร  รอบแรกก็คงผ่านไม่ยาก  แต่รอบสุดท้ายเค้าไปตัดสินที่ LA  หลังจากนั้นเกือบเดือน ก่อนที่เค้าจะประกาศผลวันนึง ก็มี SMS จากกรรมการคนนึงบอกว่า  สนใจมาทำงานที่ Sony Pictureรึป่าว ให้ส่งportมา   ก็คิดว่าถ้าเค้าไม่ส่งให้ทุกคน เราก็น่าจะได้รางวัลสักอย่างนึง
หลังจากนั้นก็เลยไปทำงานที่ Sony
จริงๆที่แรกไม่ได้กะจะทำที่ Sony ลองไปสมัครที่ Pixarแต่ก็ไม่ได้
ได้รางวัลออสการ์นักเรียน เค้าก็ยังไม่รับอีกเรอะพี่
ตอนแรกเราจบก็ส่งport ไปPixer ด้วย แต่หลังจากได้ออสการ์ก็ส่งไปอีกชุด เขียนหัวว่า ได้รางวัลออสการ์นักเรียนนะ  แต่ตอนสัมภาษณ์เค้าหยิบพอร์ทตัวแรกของเรามาแทน

พี่ทำงานส่วนไหนของ  Cloudy With a Chance Of Meetballs
Lighting rendering compositing
แล้วขั้นตอนการทำงาน ของบริษัทใหญ่ เค้าเป็นไงบ้าง
ก็เหมือนๆกับเราทำหนังสั้นเองนะหละ ขั้นตอนก็เหมือนเดิม  Story,Character,Rigging... แต่ทีมงานชัดเจน อาจจะเพิ่มพวกตอนไปพิชหานายทุน แก้เนื้อเรื่องต่อ   แต่ขั้นตอนแก้ไข อย่างเราทำฝ่าย Lighting ถ้าจะแก้โมเดลก็ต้องยื่นเรื่อง ส่งเมลให้หัวหน้าทุกฝ่ายรับทราบ แล้วอีกสองวันเค้าถึงแก้โมเดลมาให้ ทั้งที่จริงๆเราแค่ดึง vertex เอาก็ได้แล้ว   แต่ทำงานสเกลนี้มันไม่ได้ไง ถ้าเราแก้มันกระทบไปหมดทุกฝ่าย
ใช้โปรแกรมอะไร
Model Animate ใช้ Maya   Lighting ใช้โปรแกรมของ Sonyเอง
Cloudyมีversionที่เป็น 3D  Animation 3D มันทำงานต่างจาก animation 2D?
ต้องทำเวอร์ชั่น 2D ให้ผ่านก่อน  แล้วค่อยส่งไปให้ทำเป็น 3Dต่อ  แต่เนื้อเรื่องต้องไม่ต่างกัน   เป็นงาน 3dไม่ยากก็แค่เราเรนเดอร์กล้องอีกตัวแล้วเอามาซ้อนกัน  จริงๆมันก็แค่เรนเดอร์อีกรอบ    ทีม 3Dจะสร้างกล้องอีกตัวเพิ่มจากปกติ  กล้องตัวเดิมแทนตาซ้าย อีกตัวใหม่อีกตัวแทนตาขวา  โดยวางกล้องให้สองตัวระยะห่างเท่ากับระยะดวงตาคนเรา แล้วตั้งให้มี Focusเดียวกัน  ที่เหลือเอามา Copositeแยกสีแต่ละข้าง  เพื่อให้เวลาเราดูโดยใส่แว่นจะเห็นแยกเป็นมิติ     แต่ไอ้ปัญหาก็จากมาซีนที่เรา Composite โกงเอา ไม่ได้เป็นโมเดลจริง อันนี้ยุ่งละ  ใครหมกอะไรไว้ก็ไปแก้เอาเอง

แนวโน้มต่อไป หนังAnimation จะเป็น 3D กันมากขึ้น
มันจะทำได้ง่ายขึ้น  จริงๆก็แค่เรนเดอร์อีกรอบ ถึงจะเรนเดอร์นานหน่อย แต่ก็คุ้มค่าละ
แล้วตอนนี้กลับมาอยู่ไทยถาวรแล้วรึยังพี่
ก็คิดว่านะ พี่ยังเหลือ Workpermit อีกเกือนสองปี ก็คุยกับคนที่ Sony ถ้ามีโปรเจคเรื่องใหม่เราก็อาจกลับทำเป็นโปรเจคๆไป
เห็นว่าอาจจะได้ไปทำ Spiderman 4
ก็ยังไม่แน่นอน  ตอนนี้โปรเจคก็ยังไม่นิ่ง เห็นว่า แซม ไรมี ก็ยังไม่ตกลงทำต่อภาคนี้

..ช่วงสุดท้าย  เป็นคลิบวีดีโอ ที่พี่ช้างได้ให้คำแนะนำ น้องๆ ที่จะเลือกทำงานในสายงานนี้  แต่โดยจรรยาบรรจึงเปิดเผยใบหน้าอันหล่อเหลาของลูกพี่ไม่ได้
ตามไปชมกันได้เลย

 

 

 


 

Add comment


Security code
Refresh